วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อาหารในประเทศญี่ปุ่น

ข้าวหน้าปลาไหล


อุนาจู ( Unaju) เป็นปลาไหลย่างแบบคาบายากิ ( Kabayaki) คือทาซอสแล้วย่างบนเตา วางบนข้าวในกล่องลงรักรูปสี่เหลี่ยมส่วนข้าวหน้าปลาไหลหรืออุนางิ ( Unagi) เป็นอาหารยอดนิยมในช่วงฤดูร้อน อุดมไปด้วยวิตามินอีและเอ มีธปรตีนสูงแต่แคลอรี่ต่ำ โดยปกติแล้ว อุนางิจะเสิร์ฟมาพร้อมกัยซอสหวานทาเระ (Tare) ปลาไหลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในญี่ปุ่น ต้องจากจังหวัดชิซุโอะกะ เพราะมีเนื้อหนากระดูกอ่อนนุ่ม รสชาติ อร่อย สำหรับญี่ปุ่นแล้วธรรมเนียมการกินปลาไหลมีมานานกว่าร้อยปี คนญี่ปุ่นจะใช้มีดกรีดที่ด้านหลังของปลา เพื่อลอกกระดูกออก แล้วตัดปลายเป็นท่อนพอเหมาะ นำมาย่างด้วยการรมควันบนเตาหรืย่างแบบไม่รมควันก็ได้

ปลาซาบะ




เป็นปลาซาบะจากทะเลนำมาตากแห้ง โดยปกติแล้วปลาซาบะจะมีกลิ่นแรงและเก็บไว้ให้สดไม่ได้นาน ก่อนที่จะนำมารับประทานดิบคนญี่ปุ่นนิยมนำเนื้อปลาแช่กับเกลือและน้ำส้มและนำมาเป็น ชิเมะ – ซาบะ

(Shime-saba) หรือจะนำมาทำเป็นซุปเซนบะ – จิรุ ( Senba-jiru)คือการนำปลาซาบะมาต้มกับหัวไชเท้าหรือน้ำขิงก็ได้

ซูชิหรือข้าวปั้นมีหน้า

นั้นเป็นอาหารญี่ปุ่นที่ข้าวมีส่วนผสมของน้ำส้มสายชูและทานคู่กับปลา เนื้อหรือของคาวชนิดต่างๆและในประเทศญี่ปุ่นนั้นซูชิมักมีความหมายถึงอาหารที่มีส่วนผสมของ ซูชิเมะชิหรือข้าวที่มีส่วนผสมของน้ำส้มสายชูและมีหน้าแบบต่างๆ ที่ได้รับความนิยมได้แก่ อาหารทะเล ปลา ผัก ไข่และเห็ดซึ่งเนื้อที่นำมาทำนั้นอาจจะเป็นเนื้อดิบหรือเนื้อที่ผ่านกรรมวิธีการทำแแล้วสำรับประเทศอื่น





ราเม็งเป็นบะหมี่น้ำของญี่ปุ่นซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ราเม็งมักจะทานคู่กับเนื้อหมู สาหร่าย คะมะโบโกะ ต้นหอม และบางครั้งอาจมีข้าวโพด ราเม็งนั้นมีการปรุงที่แตกต่างกันไปตามแต่ละจังหวัดในญี่ปุ่น เช้นในคิวชูต้นกำเนิดของทงโคะสึราเม็ง (ราเม็งซุปกระดูกหมู) ในฮอกไกโดต้นกำเนิดของมิโซะราเม็ง(ราเม็งซุปเต้าเจี้ยว)

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ที่เที่ยวยังมีอีกมาก





ภูมิภาคเหนือ (ฮอกไกโด)



ฮอกไกโด เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ถือเป็นสวรรค์ของธรรมชาติซึ่งสามารถจะท่องเที่ยวได้ตลอดปีมีทั้งภูเขา ที่ราบสูง แม่น้ำ ทะเลสาบ บ่อน้ำพุร้อน และชายฝั่งทะเล มีเมืองซัปโปโรเป็นศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรม เศรษฐ กิจและการเมือง รวมทั้งการเดินทางไปโตเกียวและโอซาก้า เป็นเมืองที่มีการจัดวางผังได้สมบูรณ์แบบ มี สวนสาธารณะโอโดริ ซึ่งเป็นที่จัดแสดงงานเทศกาลหิมะที่มีชื่อเสียง

สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาชมงานในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี นอกจากนี้ยังมี

หอนาฬิกาอันเก่าแก่ และ ที่ว่าการเมืองฮอกไกโด อีกทั้ง ย่านร้านค้าซึซึกิโน่ ซึ่งเป็นศูนย์การค้าและ

แหล่งจับจ่ายซื้อของที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้

เมืองฮะโคดาเตะ เป็นเมืองท่าชายทะเลที่สำคัญ ที่ตั้งอยู่ทางใต้สุดของเกาะฮอกไกโด สามารถไปถึงโดยทางรถไฟจากเมืองอะโอโมริในเกาะฮอนชู หรือทางรถไฟจากซัปโปโรบนเกาะฮอกไกโด ในยามเช้าจะมีตลาดสดขายอาหารทะเลสดๆ ให้ชิม ยามสายเที่ยวชมโบสถ์ และป้อมปราการโบราณในเมือง ยามเย็นนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปบนเขาฮาโคดาเตะ ชมทิวทัศน์ยามราตรีที่สวยงามได้รอบทิศ

เมืองอะซะฮิกะวะ ตั้งอยู่ใจกลางเกาะไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองซัปโปโร ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งโดยรถไฟด่วนจากเมืองซัปโปโร และจากเมืองอะซะฮิกะวะไปทางตะวันออกจะมี อุทยานแห่งชาติไดเซทจึซัง ซึ่งมี บ่อน้ำแร่โซอุนเคียว ให้เพลิดเพลินในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

ถ้าต่อรถไฟลงไปทางใต้ของเมืองนี้ เป็น เมืองท่องเที่ยวฟูระโน่ ที่มีทุ่งดอกลาเวนเดอร์อันกว้างใหญ่ไพศาล สวยงามมากในฤดูร้อน และมีสกีรีสอร์ทชั้นดีให้เพลิดเพลินกับการเล่นสกีในฤดูหนาว

ทางตะวันออกสุดของเกาะฮอกไกโดจะมีธรรมชาติอันสวยงามที่เป็นชายฝั่งทะเลใกล้ เมืองอะบะชิริ มีธารน้ำแข็งให้ชมในฤดูหนาวและ คาบสมุทรชิเระโตะโกะ ซึ่งได้รับเลือกให้เป็น มรดกโลกทางธรรมชาติ อีกทั้ง ทะเลสาบอะคัง ทะเลสาบมาชูและทะเลสาบคุชิโระทางตะวันตกของฮอกไกโดมี เมืองโอตารุ เป็นเมืองท่าที่เคยเจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองค้าขาย ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 รอบ ๆ เมืองจะมี คลองโอตะรุ เป็นโบราณสถานแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในสมัยบุกเบิก มีถนนร้านซุชิสดที่สุดในโลกให้ลองลิ้มชิมรส







ภูมิตะวันออกเฉียงเหนือ (โทฮุขุ)







ภูมิภาคโทโฮขุ จะได้พบกับสถานที่ดึงดูดใจอันหลากหลายของที่ราบสูง มีภาพลักษณ์ภายนอกแบบชนบทที่เต็มไปด้วยสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ เป็นการผสมผสานกันระหว่างโลกแห่งธรรมชาติที่สดใส ผู้คนเป็นมิตรจริงใจ รวมถึงงานเทศกาลรื่นเริงและตื่นตาตื่นใจตลอดช่วงสั้นๆของฤดูร้อน

ทางเหนือของเกาะฮอนชูคือภูมิภาคโทโฮขุ เป็นภูมิภาคที่มีอากาศเย็นสดชื่นตลอดแม้ในฤดูร้อน อุณหภูมิบริเวณที่

ราบสูงประมาณ 10 องศาเซลเซียส มีบ่อน้ำพุร้อนตามธรรมชาติอยู่ทั่วทุกที่ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากทั่วทั้งญี่ปุ่นที่ชื่นชอบการอาบน้ำพุร้อนให้มาเยี่ยมเยือน บ่อน้ำพุร้อนเหล่านี้มีคุณสมบัติในการรักษาและบำบัดโรคมาย ประตูสู่ชายฝั่งแปซิฟิกคือ เมืองเซนได จากโตเกียวเดินทางโดยรถไฟด่วนพิเศษชินคันเซนใช้เวลา 2 ชม. จากเมืองเซนได สามารถเดินทางไป มะทจึชิมะ โดยรถไฟสายเจอาร์เซนเซขิ เพียง 40 นาที เป็นชายฝั่งทะเลชมวิวที่มีชื่อเสียงเป็นหนึ่งในสามสถานที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น จะเห็นทิวทัศน์ของอ่าวที่มีเกาะเล็กเกาะน้อยกระจัดกระจายอยู่มากมาย มีบริการเรือท่องเที่ยวรอบอ่าวเพื่อชมวิวได้รอบทิศเมืองฮิระอิซึมิ ห่างจากเมืองเซนได 1.30 ชม. โดยรถไฟ แต่เดิมเป็นแม่แบบของเมืองเกียวโต และยังเป็นสถานที่ตั้งของ วัดจูซอนหยิ ที่มีชื่อเสียง สร้างขึ้นในปี 1109 ภายในวัด มีวิหารทองคำ คอนจิกิโด ที่ตัววิหารเคลือบดำและชุบทองทับ ซึ่งแต่เดิมวิหารนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปถึง 11 องค์




เมืองอะโอโมริ ใช้เวลา 2.5 ชม. เดินทางโดยรถไฟด่วนจำกัดความเร็วจากโมริโอกะ เริ่มต้นการเดินทางจาก

ทะเลสาบโทวาดะ และ หุบ เขาโออิระเซะ ใจกลางหุบเขาคือ อุทยานแห่งชาติ โทวาดะ-ฮะจิมังไต กลางอุทยานมีทะเลสาบโทวาดะ ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีเสน่ห์ที่สุดในญี่ปุ่น ทางตะวันออกของชายฝั่งมี หุบเขาโออิระเซะทอดยาวถึง 14 กม. หากเดินท่องไปตามริมช่องแคบระหว่างหุบเขาที่เต็มไปด้วยป่าทึบ จะพบกับทิวทัศน์ของลำธารกระจ่างใส อีกทั้งน้ำตกน้อยใหญ่ โบราณสถานของซันนะอิ-มารุยะมะ ซึ่งใช้เวลาเพียง 30 นาทีจากใจกลางเมืองอะโอโมริโดยรถบัส ย้อนกลับไปประมาณ 4,000–5,000 ปีที่แล้ว เคยเป็นที่อยู่อาศัยของ ชุมชนโจมง ที่นี่เป็นโบราณสถานที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ปัจจุบันได้รับการบูรณะและเปิดให้ประชาชนเข้าชม นอกจากนี้ที่อะโอโมริยังมีงาน เทศกาลเนบุตะ ซึ่งจัดขึ้นในเดือนสิงหาคม เป็นงานเทศกาลที่โด่งดัง เปรียบเสมือนเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ที่ดึงดูดผู้คนที่มีใจรักความสนุกสนานได้จากทั่วทุกสารทิศเลยทีเดียว

เมืองฮิโรซะคิ เดินทางโดยรถไฟด่วนจำกัดความเร็วจากอะโอโมริ ใช้เวลา 30 นาที ในช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกปี
ปราสาทฮิโรซะคิ และบริเวณโดยรอบจะมีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยซากุระบานสะพรั่งกว่า 5,000 ต้น

เทือกเขาชิระคะมิ-ซันจิ เป็นเทือกเขาที่ทอดตัวอยู่ระหว่างเมืองอะโอโมริกับเมืองอะกิตะ บนเทือกเขามีป่าบีชขนาดใหญ่ ซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคเก่าก่อน เป็นโลกแห่งธรรมชาติที่ยังคงดำรงรักษาเอาไว้ บริเวณใกล้เคียงยังมีสถานที่สำหรับไต่เขาโดยเฉพาะอีกด้วยเมืองอะคิตะ ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 ชม. โดยรถไฟด่วนพิเศษสายอะคิตะชินคันเซน ที่นี่จะมี งานเทศกาลคันโต ในเดือนสิงหาคม เป็นเทศกาลแห่งโคมไฟในฤดูร้อนที่มีชื่ออีกเทศกาลหนึ่งของภูมิภาคโทโฮขุ

เมืองคะคุโนะดาเทะ จากอะคิตะใช้เวลา 75 นาทีโดยรถไฟด่วนพิเศษสายอะคิตะชินคันเซน เป็นเมืองประวัติศาสตร์ เคยเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าซามุไร ปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ และภัตตาคารเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์แบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ในฤดูใบไม้ผลิเมืองนี้จะงานสะพรั่งไปด้วยดอกซากุระทั้งเมือง


เมืองยะมะงะตะ 3 ชม.เดินทางจากโตเกียวโดยรถไฟชินคันเซน เมืองนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการอาบน้ำแร่และสกีฤดูหนาวในแถบ เทือกเขาซาโอะ มี ทะเลสาบซาโอะ "โอคะมะ" ที่เกิดจากการยุบตัวของปากปล่องภูเขาไฟเป็นหลุมคล้ายหม้อ ปริ่มไปด้วยน้ำสีเขียวใสสว่างเหมือนมรกต เป็นสถานที่เที่ยวที่ไม่ควรพลาด
เมืองไอซุ วาคะมะทจึ เป็นเมืองเก่าที่มีปราสาททสึรุงะ สามารถนั่งรถไฟด่วนชินคันเซน โดยใช้เวลาประมาณ 2.30 ชม. นอกจากนี้ยังมี ภูเขาบันได ซึ่งมีเส้นทางเหมาะที่จะนั่งรถชมใบไม้แดงในฤดูใบไม้ร่วง และ ทะเลสาบอินาวะชิโระ และสกีรีสอร์ทในฤดูหนาวด้วย




ภูมิภาคตะวันออก (คันโต)

โตเกียวเป็นเมืองหลวงที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในเอเชีย เป็นแหล่งที่คงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีอันเก่าแก่หลายศตวรรษ ผสมผสานควบคู่ไปกับค่านิยมใหม่ๆที่เกิดขึ้น และ แสดงออกถึงความตื่นเต้นและความมีชีวิตชีวาที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวพื้นที่ของเมืองโตเกียวนั้น มีอาณาบริเวณหนึ่งในสี่ส่วนของประเทศญี่ปุ่น มีจำนวนประชากรที่ถูกต้องตามกฎหมายอาศัยอยู่ 12 ล้านคน
ภูมิภาคตะวันออก (คันโต)

โตเกียวเป็นเมืองหลวงที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในเอเชีย เป็นแหล่งที่คงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีอันเก่าแก่หลายศตวรรษ ผสมผสานควบคู่ไปกับค่านิยมใหม่ๆที่เกิดขึ้น และ แสดงออกถึงความตื่นเต้นและความมีชีวิตชีวาที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวพื้นที่ของเมืองโตเกียวนั้น มีอาณาบริเวณหนึ่งในสี่ส่วนของประเทศญี่ปุ่น มีจำนวนประชากรที่ถูกต้องตามกฎหมายอาศัยอยู่ 12 ล้านคน

พระราชวังอิมพีเรียล แต่เดิมมีชื่อว่า พระราชวังเอโดะ ซึ่งภายในล้อมรอบด้วยคูเมือง ประตูทางเข้าที่งดงาม และป้อมปราการเก่าแก่ตั้งอยู่ห่างกันเป็นช่วงๆ ทางเข้าหลักอยู่ใกล้กับนิจูบะชิ สะพานสองชั้น และจะเปิดให้คนภายนอกเข้าชมตามวาระพิเศษต่างๆ สวนตะวันออกฮิกาชิ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของหอคอยใหญ่ ภายในสวนงดงามไปด้วยดอกไม้หลากหลายพันธุ์และจะผลิบานตามแต่ฤดูกาล เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการสถานที่พักผ่อนในอุดมคติ จุดเด่นสำคัญของสถานีรถไฟโตเกียว มะรุโนอุจิ ซึ่งเป็นเครื่องหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ของตึกมารุโนจิ หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า "มารุ-บิร" สร้างขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1923 และมาเปิดใหม่อีกครั้งในปี ค.ศ. 2002 พร้อมกับตึก 36 ชั้น ภายในประกอบด้วยร้านอาหาร ร้านค้า และสำนักงานมาก


จากนั้นเดินอีกสิบนาที ก็จะถึง ย่านกินซ่า ที่มีชื่อเสียงทั่วโลกในฐานะแหล่งช้อปปิ้งชั้นเลิศ ซึ่งสว่างไสวไปด้วยไฟนีออนที่ละลานตา ที่ใกล้กันนั้นคือ โรงละครคะบุกิ หันหลังจากแสงสีอึกทึกครึกโครมของย่านกินซ่าและยูระคุโจ ยังมีย่านอุเอโนะ จะมี สวนสาธารณะอุเอโนะ ที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ในช่วงต้นเดือนเมษายน สวนแห่งนี้จะเปลี่ยนเป็นสวรรค์ของผู้ที่มาชมซากุระบาน นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมของแหล่งพิพิธภัณฑ์ศิลปะและวัฒนธรรมอีกด้วยถ้าหากต้องการมองย้อนไปในอดีตของโตเกียว ก็ต้องที่ ย่านอะซะคุซะ ซึ่งย่านนี้จะประกอบไปด้วยถนนสายเล็กๆจำนวนหลายสาย เต็มไปด้วยตึกและร้านค้าเก่าแก่ ซึ่งจะขายสินค้าพื้นเมืองอย่างชุดกิโมโนหรือหวีทำด้วยมือ





ภูมิภาคกลาง (จูบุ)




จูบุ เป็นภูมิภาคที่ตั้งเกือบกึ่งกลางของประเทศญี่ปุ่น ที่นี่จะได้อยู่บนยอดเขาสูงของ "เจแปน แอลป์" ชายฝั่งทะเลที่ยังคงหลงเหลือความเก่าแก่และวิถีชิวิตแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นอยู่มาก อย่างไรก็ตาม ตลอดเส้นทางจนถึงชายฝั่งแปซิฟิก มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมากของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ มีความหลากหลายแตกต่างในหลายๆ ด้านที่ประกอบกันขึ้นเป็นภูมิภาคนี้


เมืองนาโงย่า ในจังหวัดไอจิ อยู่ห่างจากโตเกียว ประมาณ 1.50 ชม. เดินทางโดยรถไฟด่วพิเศษสายโทไกโดชินคันเซน และ 1 ชม. จากชิน-โอซาก้า ปัจจุบันเป็นเมืองแห่งปราสาทเก่าแก่ใหญ่อันดับที่สี่ของญี่ปุ่น มีการตัดเส้นทางที่ดีและถนนหลวงที่กว้างขวาง และขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเครื่องถ้วยชาม เครื่องปั้นดินเผาและ "ชิโบะริ- โซเมะ" หรือผ้ามัดย้อม งานศิลปะ และงานฝีมือต่างๆ ของญี่ปุ่น ใกล้กับใจกลางเมืองเป็นที่ตั้งของปราสาทนาโงย่า ซึ่งแต่เดิมเป็นกองบัญชาการกองทหารของตระกูลโทคุกาวะและควรแวะชม พิพิธภัณฑ์โทคุกาวะ ที่ย่านซะกะเอะ ซึ่งรวบรวมสิ่งของต่างๆ มากกว่า 10,000 ชิ้นของตระกูลโทคุกาวะ แหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผา ตั้งอยู่ที่ เมืองเซโตะ ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองนาโงย่า เดินทางโดยรถไฟเพียง 30 นาทีเป็นศูนย์กลางของเหล่าผู้ประกอบการเครื่องปั้นดินเผาขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีเตาเผาแบบท้องถิ่น ทั่วทั้งเมืองจะพบร้านค้าต่างๆ ที่ขายเครื่องปั้นดินเผา โทโกนะเมะยากิ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันมานาน

เมืองอินุยะมะ ห่างจากนาโงย่าโดยรถไฟ 30 นาที เป็นเมืองที่รู้จักกันดีว่าเป็นที่ตั้งของปราสาทกำแพงขาวป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น

หมู่บ้านเมหยิ 90 นาทีโดยรถบัสจากนาโงย่า เป็นพิพิธภัณฑ์ตึกเก่ากลางแจ้งที่รวบรวมสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในสมัยเมจิ (1869-1912) เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจด้านสถาปัตยกรรมได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม

การท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น

โตเกียวทาวเวอร์ (Tokyo Tower)




โตเกียวทาวเวอร์ (ภาษาญี่ปุ่น: 東京タワー, โตเกียวทะวา; ภาษาอังกฤษ: Tokyo Tower) คือหอคอยสื่อสารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเขตมินะโตะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีความสูง 332.6 เมตร(1,091 ฟุต) สร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958)

นอกจากจะเป็นหอคอยที่ไว้ส่งสัญญาณคลื่นวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ เช่น NHK TBS ฯลฯ แล้ว โตเกียวทาวเวอร์ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของกรุงโตเกียวอีกด้วย โดยปีหนึ่งจะมีคนเข้าชมหอมากกว่า 2 ล้าน 5 แสนคน บริเวณหอคอยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน ส่วนล่างสุดเป็นอาคารสูง 4 ชั้นที่ตั้งอยู่ใต้หอโดยตรง ภายในประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ ร้านคา ภัตตาคาร ฯลฯ อีก 2 ส่วนที่เหลือเป็นจุดชมทัศนียภาพของหอคอย ตั้งอยู่บนความสูง 150 เมตร และ 250 เมตรตามลำดับ


พระราชวังอิมพีเรียล (imperial)





พระราชวังอิมพีเรียล (Tokyo) พระราชวัง แห่งนี้เป็นที่ประทับของพระจักรพรรดิและพระราชวงศ์ อาณาบริเวณหลายแห่งในพระราชวังจึงมิได้เปิดให้เข้าชม แต่บางส่วนจะเปิดให้เข้าชมได้ในช่วงวันหยุดพิเศษ ตัวปราสาทสร้างตามรูปแบบในสมัยเอโดะ ล้อมรอบด้วยคูน้ำและกำแพงหิน ทางเข้าหลักจะเป็นสะพานคู่หรือเรียกว่า นิจูบาชิ (Nijubashi) ที่สร้างได้อย่างสวยสง่างาม แต่ไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปผ่าน ยกเว้นในช่วงปีใหม่และวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระจักรพรรดิที่จะเปิด ให้พสกนิกร(บางคน)ข้ามมารับพระราชทานพรใกล้ๆที่ประทับ ทางด้านตะวันออกจะมีสวนดอกไม้ (Higashi Gyoen) ซึ่งจัดไว้อย่างสวยงามเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาพักผ่อนหย่อนใจได้ตลอด เวลา และเข้าไปยังเขตพระราชฐานได้ 3 ประตู จากทั้งหมด 8 ประตู คือ โอเตมง(Ote-mon), ฮิรากาวะมง(Hirakawa-mon) และคิตะฮาเนบาชิมง(Kitahanebashi-mon) ตัวพระตำหนักเป็นอาคารคอนกรีตทรงเตี้ยกว้างสร้างด้วยหินแกรนิตและบะซอลต์จาก ภูเขาไฟ คลุมด้วยหลังคาสีเขียว สร้างเสร็จในปี 1970 แทนพระตำหนักไม้หลังเดิมที่ถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกในปี 1945


ยูนิเวอร์แซลเจแปน (Universal Stidio Japan)




ยูนิเวอร์แซลเจแปน (Universal Stidio Japan: USJ ) เป็นสวนสนุกของบริษัทภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่จากอเมริกาที่เรารู้จักดีคือ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ และ ที่นี่ยังเป็น ยูนิเวอร์แซลนอกอเมริกแห่งแรกในภูมิภาคอื่นของโลก


เกียวโต (Kyoto)




นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมนั่งรถไฟชินคังเซ็นจากโตเกียวมาลงที่สถานีเกียวโต ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงสามชั่วโมง เมื่อเดินออกจากสถานีรถไฟมา คุณจะเห็นสภาพเมืองเกียวโตแออัดจอแจดังเมืองทั่วไปในญี่ปุ่น ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวอันล้ำค่านั้นซ่อนตัวอยู่บนเนินรายรอบด้านนอกกำแพง เมืองเก่าและตามถนนสายแคบ แม้ความเจริญทันสมัยรุกล้ำรวดเร็วทว่ายังพบเห็นบ้านเรือนแบบเก่ามากมายตาม ตรอกแคบๆ โดยลักษณะตัวเรือนด้านหน้าเป็นแนวเส้นตรงมีบานประตูกระดาษเลื่อน


วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple)




วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple) หรือ วัดพลับพลาทอง (Golden Pavilion) หรืออีกชื่อ วัดศาลาทอง เป็นวัดที่ดังเป็นที่รู้จักที่สุดวัดหนึ่งในญี่ปุ่น กล่าวคือหากมาเที่ยวโตเกียวแล้วไม่ได้มาที่วัดนี้ถือว่ายังไม่มาถึงโตเกียว สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1940 ศาลาสีทองที่เห็นในปัจจุบันเพิ่งได้รับการแปะผนังทองไปเมื่อปี พ.ศ.2530 ที่ผ่านมา จึงมองเห็นเหลืองอล่ามสะท้อนในสระน้ำอย่างสวยงาม

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ประเทศญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น (ญี่ปุ่น: 日本 Nihon/Nippon นิฮง/นิปปง ?) มีชื่อทางการคือประเทศญี่ปุ่น (ญี่ปุ่น: 日本国 Nihon-koku/Nippon-koku นิฮงโกะกุ/นิปปงโกะกุ ?) เป็นประเทศหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันตกติดกับคาบสมุทรเกาหลี และสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีทะเลญี่ปุ่นกั้น ส่วนทางทิศเหนือ ติดกับประเทศรัสเซีย มีทะเลโอค็อตสก์ เป็นเส้นแบ่งแดน ตัวอักษรคันจิของชื่อญี่ปุ่นแปลว่าถิ่นกำเนิดของดวงอาทิตย์ จึงทำให้บางครั้งถูกเรียกว่าดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย

ญี่ปุ่นมีเนื้อที่กว่า 377,930 ตารางกิโลเมตร นับเป็นอันดับที่ 61 ของโลก[7] หมู่เกาะญี่ปุ่นประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่กว่า 3,000 เกาะ เกาะที่ใหญ่ที่สุดก็คือเกาะฮนชู ฮกไกโด คิวชู และ ชิโกกุ ตามลำดับ เกาะของญี่ปุ่นส่วนมากจะเป็นหมู่เกาะภูเขา ซึ่งในนั้นมีจำนวนหนึ่งเป็นภูเขาไฟ เช่นภูเขาไฟฟูจิ ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศ เป็นต้น ประชากรของญี่ปุ่นนั้นมีมากเป็นอันดับที่ 10 ของโลก คือประมาณ 128 ล้านคน[8] เมืองหลวงของญี่ปุ่นคือกรุงโตเกียว ซึ่งถ้ารวมบริเวณปริมณฑลเข้าไปด้วยแล้วจะกลายเป็นเขตเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีประชากรอยู่อาศัยมากกว่า 30 ล้านคน

สันนิษฐานว่ามนุษย์มาอาศัยในญี่ปุ่นครั้งแรกตั้งแต่ยุคหินเก่า การกล่าวถึงญี่ปุ่นครั้งแรกปรากฏขึ้นในบันทึกของราชสำนักจีนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 1 ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากจีนในหลายด้าน เช่นภาษา การปกครองและวัฒนธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็มีการปรับเปลี่ยนให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง จึงทำให้ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นมาจนปัจจุบัน อีกหลายศตวรรษต่อมา ญี่ปุ่นก็รับเอาเทคโนโลยีตะวันตกและนำมาพัฒนาประเทศจนกลายเป็นประเทศที่ก้าวหน้าและมีอิทธิพลมากที่สุดในเอเชียตะวันออก หลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นก็มีการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองโดยการใช้รัฐธรรมนูญใหม่ใน พ.ศ. 2490

ญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ โดยมีจีดีพีสูงเป็นอันดับสองของโลก ญี่ปุ่นเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ จี 8 โออีซีดี และเอเปค และมีความตื่นตัวที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของต่างประเทศ ญี่ปุ่นมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดี และยังเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี เครื่องจักร และหุ่นยนต์


ภูมิอากาศของประเทศญี่ปุ่น



เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศ ทางตอนกลาง ของเขตอบอุ่น จึงมีภูมิอากาศ แบบอบอุ่น ฤดูกาลจะแบ่ง แยกอย่างชัดเจน เป็น 4 ฤดู ฤดูใบไม้ผลิ และ ฤดูใบไม้ร่วง มีอากาศดีมาก แต่ในฤดูร้อน (เดือนมิถุนายน - เดือนสิงหาคม) มีลมร้อนพัดจาก มหาสมุทรแปซิฟิก เข้ามาทำ ให้อากาศร้อนขึ้น และ ในฤดูหนาว (เดือน ธันวาคม - เดือนกุมภาพันธ์) จะมีลมหนาวพัด มาจากแผ่นดินใหญ่ ทำให้อากาศค่อนข้างหนาวเนื่องจากลักษณะภูมิประเทศ ที่เป็นภูเขาทอดยาว ไปตามกึ่งกลางของ เกาะฮอนชู ทำให้ อากาศในแต่ละภูมิภาค แตกต่างกันไป ในเขตฮอกไกโด และแถบชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นของ เกาะฮอนชู จะมีหิมะตกหนัก ในฤดูหนาว ซึ่งบางครั้ง อาจทำให้ เป็นอุปสรรคต่อการ คมนาคม แต่คนหนุ่มสาวที่มี ชีวิตชีวาก็ได้ใช้จุดเด่นของ ภูมิอากาศเช่นนี้ ให้เป็นประโยชน์ เช่น การเล่นกระดานโต้คลื่นในฤดูร้อน และ เล่นสกีในฤหนาว

ฤดูต่างๆในประเทศญี่ปุ่น
1 ฤดูหนาว ระหว่างเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ สภาพอากาศโดยทั่วไปหนาวมาก โดยเฉพาะ ทางตอนเหนือมีหิมะตก


2. ฤดูใบไม้ผลิ ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เป็นฤดูที่มีอากาศอบอุ่น ดอกซากุระ ออกดอกบานสะพรั่งอยู่โดยทั่วไป


3. ฤดูร้อน ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม พันธุ์ไม้ต่าง ๆ มีสีเขียวสด มีอากาศร้อนเหมือน กับประเทศอื่น ๆ ในแถบเอเชีย


4. ฤดูใบไม้ร่วง ระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายน มีอากาศเย็นสบาย ใบไม้เริ่มกลาย เป็นสีเหลืองทอง เป็นฤดูของเทศกาลเก็บเกี่ยว และพิธีกรรมเก่าแก่ที่สืบทอดมา



ภูมิประเทศของญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นตั้งอยู่ระหว่างละติจูดที่ 20 และ 30 องศา เหนือ และลองติจูดที่ 123 และ154 องศา ตะวันออก เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ ทางตะวันออก สุดของโลก จึงเรียกว่า "ดินแดนอาทิตย์อุทัย"

ญี่ปุ่นมีพื้นที่ประมาณ 372,000 ตารางกิโลเมตร ความยาวจากเหนือจดใต้ คือ 2,500 กิโลเมตร ญี่ปุ่นเป็นเกาะที่มีลักษณะเป็นแนวยาว จากด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ของ มหาสมุทรแปซิฟิก และตั้งอยู่ทางด้าน ตะวันออกของแผ่นดิน ยูเรเชีย ประกอบด้วย เกาะใหญ่ 4 เกาะ ได้แก่ ฮอกไกโด ฮอนชู ชิโคกุ และกิวชิว นอกจากนี้ ยังมีเกาะเล็กเกาะน้อยอีกราว 4,000 เกาะ พื้นที่ส่วนใหญ่ เป็นภูเขาและ เนินเขา มีขนาดเล็กกว่า ประเทศไทย 0.7 เท่า แต่มีประชากร มากกว่าประมาณ 2 เท่า ประเทศ ญี่ปุ่น มีเมืองหลวงคือ โตเกียว (Tokyo) เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุด จาก ทั้งหมด


การปกครอง


ประเทศญี่ปุ่นปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีสมเด็จพระจักรพรรดิทรงเป็นประมุข แต่พระจักรพรรดิไม่มีพระราชอำนาจในการบริหารประเทศ โดยมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่นว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งรัฐและความสามัคคีของชนในรัฐ[45] อำนาจการปกครองส่วนใหญ่ตกอยู่กับนายกรัฐมนตรีและสมาชิกอื่น ๆ ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ส่วนอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของชาวญี่ปุ่น[45] พระจักรพรรดิทรงทำหน้าที่เป็นประมุขแห่งรัฐในพิธีการทางการทูต พระองค์ปัจจุบันคือจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ส่วนรัชทายาทคือมกุฎราชกุมารนะรุฮิโตะ



อาคารสภานิติบัญญัติแห่งญี่ปุ่นในกรุงโตเกียว
ศาลสูงสุดของญี่ปุ่นองค์กรนิติบัญญัติของญี่ปุ่น คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ญี่ปุ่น: 国会 Kokkai ?) หรือที่เรียก "ไดเอ็ต" เป็นระบบสองสภา ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร (ญี่ปุ่น: 衆議院 Shugi-in ?) เป็นสภาล่าง มีสมาชิกสี่ร้อยแปดสิบคนซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่งสี่ปี และมนตรีสภา (ญี่ปุ่น: 参議院 Sangi-in ?) เป็นสภาสูง มีสมาชิกสองร้อยสี่สิบสองคนซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่งหกปี โดยมีการเลือกตั้งสมาชิกมนตรีสภาจำนวนครึ่งหนึ่งสลับกันไปทุกสามปี สมาชิกของสภาทั้งสองมาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์เป็นต้นไป[46] พรรคเสรีประชาธิปไตยเป็นพรรครัฐบาลมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อตั้งพรรคใน พ.ศ. 2498[47] จนในปี พ.ศ. 2552 พรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่นชนะการเลือกตั้ง จึงทำให้พรรคเสรีประชาธิปไตยเสียตำแหน่งพรรครัฐบาลซึ่งครองมายาวนานกว่า 54 ปี[48]

สำหรับอำนาจบริหารนั้น พระจักรพรรดิทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกโดยสมาชิกด้วยกันเองให้เป็นหัวหน้ารัฐบาล นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งรัฐมนตรีและให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือนายยุกิโอะ ฮะโตะยะมะ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น[49]

ระบบกฎหมายของญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางประวัติศาสตร์จากกฎหมายของจีน และมีพัฒนาการเฉพาะตัวในยุคเอโดะผ่านทางเอกสารต่าง ๆ เช่น ประมวลกฎหมายคุจิกะตะโอะซะดะเมะงากิ (ญี่ปุ่น: 公事方御定書) ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษ 2400 เป็นต้นมา ได้มีการวางรากฐานระบบตุลาการในญี่ปุ่นขนานใหญ่โดยใช้ระบบซีวิลลอว์ของยุโรปโดยเฉพาะของฝรั่งเศสและเยอรมนีเป็นต้นแบบ เช่นใน พ.ศ. 2439 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งของตน เรียก "มินโป" (ญี่ปุ่น: 民法) โดยมีประมวลกฎหมายแพ่งของเยอรมันเป็นต้นแบบ และคงมีผลใช้บังคับอยู่นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนปัจจุบัน[50]

กฎหมายสูงสุดแห่งรัฐ คือ รัฐธรรมนูญ (ญี่ปุ่น: 憲法) และบรรดากฎหมายแม่บทของญี่ปุ่นมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้ตรา พระจักรพรรดิเป็นผู้ทรงประกาศใช้โดยต้องทรงประทับพระราชลัญจกรเป็นการประกาศใช้ ทั้งนี้ โดยนิตินัยแล้วพระจักรพรรดิไม่ทรงมีพระราชอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย ส่วนศาลของญี่ปุ่นนั้นแบ่งเป็นสามชั้นจากต่ำขึ้นไป ดังนี้ ศาลชั้นต้น ประกอบด้วย ศาลชั้นต้นทั่วไป ศาลแขวง และศาลครอบครัว, ศาลอุทธรณ์ และศาลสูงสุด ส่วนกฎหมายหลักของญี่ปุ่นเรียก "รปโป" (ญี่ปุ่น: 六法) มีสภาพเป็นประมวลกฎหมายที่สำคัญหกฉบับ

บัตรมัคคุเทศก์

มัคคุเทศก์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
ก. มัคคุเทศก์ทั่วไป มี 2 ชนิด คือ
1. มัคคุเทศก์ทั่วไป (ต่างประเทศ) บัตรสีบรอนซ์เงิน นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยว ชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศสามารถนำเที่ยวได้ ทั่วราชอาณาจักร

2. มัคคุเทศก์ทั่วไป (ไทย) บัตรสีบรอนซ์ทอง นำเที่ยวได้เฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถนำเที่ยวได้ทั่วราชอาณาจักร


ข. มัคคุเทศก์เฉพาะมี 8 ชนิด คือ
1. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ต่างประเทศ – เฉพาะพื้นที่) บัตรสีชมพู นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศเฉพาะจังหวัดที่ระบุไว้บนบัตร และจังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อ

2. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ไทย – เฉพาะพื้นที่) บัตรสีฟ้า นำเที่ยวเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทย เฉพาะจังหวัดที่ระบุไว้บนบัตรและจังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อ

3. มัคคุเทศก์เฉพาะ (เดินป่า) บัตรสีเขียว นำเที่ยวได้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศในเขตพื้นที่ป่า

4. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ศิลป – วัฒนธรรม) บัตรสีแดง นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลป – วัฒนธรรม วรรณคดีไทย ได้ทั่วราชอาณาจักร

5. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ทางทะเล) บัตรสีส้ม นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศ ในเขตพื้นที่ทางทะเล

6. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ทะเลชายฝั่ง) บัตรสีเหลือง นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศ ในเขตพื้นที่ทางทะเล หรือ เกาะต่าง ๆ โดยมีระยะห่างจากชายฝั่งถึงสถานที่ท่องเที่ยวได้ไม่เกิน 40 ไมล์ทะเล

7.มัคคุเทศก์เฉพาะ (แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ) บัตรสีม่วง นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศเฉพาะภายในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่ระบุชื่อไวบนบัตร

8. มัคคุเทศก์เฉพาะ (วัฒนธรรมท้องถิ่น) บัตรสีน้ำตาล นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศทางด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น เกี่ยวกับศิลป – วัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ โบราณคดี เฉพาะภายในแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมท้องถิ่นที่ระบุชื่อไว้ในบัตรเท่านั้น

มัคคุเทศก์


ลักษณะทั่วไปของอาชีพ

- มัคคุเทศก์ มีความหมาย ผู้นำทาง หรือ ผู้ที่นำเที่ยว ซึ่งมีหน้าที่หลัก เช่น นำนักท่องเที่ยวไปชมสถานที่ต่างๆ ตามที่บริษัทท่องเที่ยวกำหนดหรือตามความต้องการของนักท่องเที่ยวโดยจะบรรยายให้ทราบถึงประวัติและความสำคัญของสถานที่หรือสิ่งที่น่าชม อธิบายให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับประเพณีนิยม ศิลปวัฒนธรรมต่างๆ นอกจากนี้จะต้องทำหน้าที่นัดหมายเวลา จัดหาเครื่องดื่มหรืออาหารสำหรับนักท่องเที่ยว รับนักท่องเที่ยวไปและส่งถึงที่พักตามกำหนดเวลา

คุณสมบัติ

- ควรจะต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติพิเศษหลายด้าน คือเป็นผู้มีไหวพริบปฏิภาณดีมีความรู้รอบตัวอย่างกว้างขวาง รู้จักสถานที่ต่างๆ ที่น่าสนใจและนำเที่ยวเป็นอย่างดีรู้ประวัติและความสำคัญของสถานที่ที่น่าชม เป็นผู้ที่สนใจใฝ่หาความรู้ด้านต่างๆ อยู่เสมอโดยเฉพาะภาษาต่างประเทศ มีความสามารถในการปรับตนเองให้เข้ากับบุคคลทุกระดับและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้ มีความกระตือรือร้น ตรงต่อเวลา มีใจรักงาน สามารถพูดโต้ตอบอธิบายๆได้อย่างคล่อง แคล่วชัดเจน มีบุคลิกลักษณะและความจำดี

โอกาสและความก้าวหน้า

- ผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีความชำนาญงานดี อาจจะเป็นผู้จัดการสาขาสำนักงานท่องเที่ยวในหรือนอกประเทศได้ นอกจากนี้ผู้ที่มีประสบการณ์และความสามารถในทางธุรกิจ ก็อาจจะดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวเป็นของตนเองได้

ความต้องการของตลาดแรงงาน

- ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นทั้งภาครัฐและเอกชนเพราะฉะนั้นผู้ที่ประกอบอาชีพนี้ถ้ามีความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะในเรื่องของภาษาอย่างน้อย 2 ภาษาขึ้นไป จะมีโอกาสในการทำงานมากกว่าคนอื่นๆ สรุปแล้วโอกาสในการทำงานของอาชีพมัคคุเทศก์กว้างขวางและเป็นที่ต้องการของสังคมมาก

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เรียนในคณะมนุษย์ศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่น


ประวัติ
ภาควิชาภาษาต่างประเทศ คณะมนุษยศาสตร์ ก่อตั้งเป็นภาควิชาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2537 ตามประกาศทบวงมหาวิทยาลัยเรื่องการแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2537 โดยแยกออกจากภาควิชาภาษา ซึ่งขณะนั้นประกอบด้วย สาขาวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาญี่ปุ่นและการแปล
เมื่อแยกสาขาวิชาภาษาไทยจัดตั้งเป็นภาควิชาภาษาไทยแล้ว ภาควิชาภาษาจึงเปลี่ยนชื่อเป็นภาควิชาภาษาต่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วย 5 สาขาวิชา คือ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ
ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาญี่ปุ่น และการแปลภาควิชาภาษาต่างประเทศ เริ่มรับนิสิตเข้าศึกษาในปีการศึกษา 2535-2536 โดยแยกเป็นสาขาวิชาดังนี้ สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ
(ภาษาอังกฤษ และภาษาญี่ปุ่น) สาขาภาษาฝรั่งเศส สาขาภาษาเยอรมัน และสาขาการแปล และในปีการศึกษา 2545 สาขาวิชาภาษาต่างประเทศได้แยกรับนิสิตวิชาเอกภาษาอังกฤษ
และภาษาญี่ปุ่น และในปีการศึกษา 2547 สาขาวิชาภาษาจีนได้รับนิสิตวิชาเอกภาษาจีนเป็นรุ่นแรก

ปรัชญา
ภาควิชาภาษาต่างประเทศ มีปรัชญาการศึกษาที่เสริมสร้างบุคคลให้มีความพร้อมทั้งทางด้านสติปัญญา ด้านวิชาการ สามารถพัฒนาตนทั้งทางด้านสังคม จิตใจ อารมณ์และอยู่ในสังคมได้
อย่างมีความสุข

ปณิธาน
ภาควิชาภาษาต่างประเทศ มุ่งให้นิสิตมีคุณธรรม จริยธรรม ขยัน อดทน ใฝ่หาความรู้และรอบรู้ทางวิชาการ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น มีความมั่นคงในอารมณ์ สามารถปรับตัว
ให้เข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อม

พันธกิจ
ภาควิชาภาษาต่างประเทศมีพันธกิจ 4 ด้าน

1. การผลิตบัณฑิต ภาควิชาภาษาต่างประเทศจัดหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีในสาขาภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน
ภาษาญี่ปุ่น การแปล ภาษาจีน และระดับบัณฑิตศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ
2. การวิจัย ภาควิชาภาษาต่างประเทศดำเนินการวิจัยและพัฒนางานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้และความเป็นเลิศทางวิชาการด้านภาษาต่างประเทศ
3. การบริการทางวิชาการแก่สังคม ภาควิชาภาษาต่างประเทศให้บริการทางวิชาการ โดยจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานจำนวน 9-12
หน่วยกิตให้แก่นิสิตทั้งมหาวิทยาลัยและสอนภาษาอังกฤษให้แก่นิสิตภาคพิเศษของคณะต่างๆในมหาวิทยาลัยทั้งในระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา
4. การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ภาควิชาภาษาต่างประเทศส่งเสริมสนับสนุนและดำเนินกิจกรรมเพื่อทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมในลักษณะต่างๆ

วัตถุประสงค์
ภาควิชาภาษาต่างประเทศมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

1. การผลิตบัณฑิต ผลิตบัณฑิตที่มีคุณธรรม จริยธรรม มึความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาต่างประเทศและมีความรู้ทางวิชาการที่ทันสมัย สามารถนำไปใช้ใน
การประกอบ อาชีพอย่างมีประสิทธิภาพเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน อีกทั้งมีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น เป็นบุคคลที่มีคุณภาพของสังคม
2. การวิจัย ส่งเสริมและสนับสนุนให้อาจารย์ในภาควิชาทำการวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพเพื่อ
ประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน
3. การบริการทางวิชาการ ให้บริการวิชาการแก่สังคมทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย
4. การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ส่งเสริมสนับสนุนและปลูกจิตสำนึกให้นิสิต และบุคลากรในภาควิชาเห็นคุณค่าของการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ
ตลอดจนมีความเข้าใจในวัฒนธรรมของประเทศอื่น

วิสัยทัศน์
ภาควิชาภาษาต่างประเทศ มีความเป็นเลิศทางวิชาการด้านภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาจีน เป็นสังคมแห่งคุณธรรมและภูมิปัญญา และการเรียนรู้แบบต่อเนื่องและยั่งยืน


หลักสูตร
ชื่อหลักสูตร
ภาษาไทย หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น
ภาษาอังกฤษ Bachelor of Arts Program in Japanese

ชื่อปริญญา
ชื่อเต็ม ชื่อเต็ม ศิลปศาสตรบัณฑิต (ภาษาญี่ปุ่น)
ชื่อย่อ ศศ.บ. (ภาษาญี่ปุ่น)
ชื่อเต็ม Bachelor of Arts (Japanese)
ชื่อย่อ B.A. (Japanese)


หน่วยงานที่รับผิดชอบ
ภาควิชาภาษาต่างประเทศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปรัชญาและ/หรือวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

1. เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความรู้และทักษะภาษาญี่ปุ่นเป็นอย่างดี นำไปใช้ประโยชน์ในการประกอบการงานและอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ
สามารถแข่งขันในตลาดแรงงานได้
2. 2. เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษา ภาษาศาสตร์ วรรณคดี และศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่น
3. เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความรอบรู้ทางวิชาการ มีคุณธรรม มีสติปัญญา มีความคิดริเริ่ม รู้จักใช้เหตุผลและวิจารณญาณ
สามารถปรับตัว ให้เข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อม

กำหนดการเปิดสอน
เริ่มใช้กับนิสิตรุ่นปีการศึกษา 2549 ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 เป็นต้นไป การลงทะเบียนเรียน
ตามข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาขั้นปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การคัดเลือกผู้เข้าศึกษา
ตามข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาขั้นปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การวัดผลและการสำเร็จการศึกษา
ตามข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาขั้นปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ระบบการศึกษา
ตามข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาขั้นปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจารย์ผู้สอน
ดูภาคผนวก
ระยะเวลาการศึกษา
ตามข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาขั้นปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
จำนวนนิสิต
จำนวนนิสิตปริญญาตรี ตามหลักสูตรปรับปรุงใหม่

สถานที่และอุปกรณ์การสอน
ใช้สถานที่และอุปกรณ์การสอนของภาควิชาภาษาต่างประเทศและภาควิชาอื่น ๆ ในคณะมนุษยศาสตร์รวมทั้งอาคารศูนย์เรียนรวมต่างๆของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ห้องสมุด
หนังสือ / ตำรา วารสารและเอกสารวิชาการต่าง ๆ ใช้บริการจากห้องอ่านหนังสือของสาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส ห้องสมุดคณะมนุษยศาสตร์ และสำนักหอสมุดของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

งบประมาณ
ใช้งบประมาณของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์