วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ประเทศญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น (ญี่ปุ่น: 日本 Nihon/Nippon นิฮง/นิปปง ?) มีชื่อทางการคือประเทศญี่ปุ่น (ญี่ปุ่น: 日本国 Nihon-koku/Nippon-koku นิฮงโกะกุ/นิปปงโกะกุ ?) เป็นประเทศหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันตกติดกับคาบสมุทรเกาหลี และสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีทะเลญี่ปุ่นกั้น ส่วนทางทิศเหนือ ติดกับประเทศรัสเซีย มีทะเลโอค็อตสก์ เป็นเส้นแบ่งแดน ตัวอักษรคันจิของชื่อญี่ปุ่นแปลว่าถิ่นกำเนิดของดวงอาทิตย์ จึงทำให้บางครั้งถูกเรียกว่าดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย

ญี่ปุ่นมีเนื้อที่กว่า 377,930 ตารางกิโลเมตร นับเป็นอันดับที่ 61 ของโลก[7] หมู่เกาะญี่ปุ่นประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่กว่า 3,000 เกาะ เกาะที่ใหญ่ที่สุดก็คือเกาะฮนชู ฮกไกโด คิวชู และ ชิโกกุ ตามลำดับ เกาะของญี่ปุ่นส่วนมากจะเป็นหมู่เกาะภูเขา ซึ่งในนั้นมีจำนวนหนึ่งเป็นภูเขาไฟ เช่นภูเขาไฟฟูจิ ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศ เป็นต้น ประชากรของญี่ปุ่นนั้นมีมากเป็นอันดับที่ 10 ของโลก คือประมาณ 128 ล้านคน[8] เมืองหลวงของญี่ปุ่นคือกรุงโตเกียว ซึ่งถ้ารวมบริเวณปริมณฑลเข้าไปด้วยแล้วจะกลายเป็นเขตเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีประชากรอยู่อาศัยมากกว่า 30 ล้านคน

สันนิษฐานว่ามนุษย์มาอาศัยในญี่ปุ่นครั้งแรกตั้งแต่ยุคหินเก่า การกล่าวถึงญี่ปุ่นครั้งแรกปรากฏขึ้นในบันทึกของราชสำนักจีนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 1 ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากจีนในหลายด้าน เช่นภาษา การปกครองและวัฒนธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็มีการปรับเปลี่ยนให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง จึงทำให้ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นมาจนปัจจุบัน อีกหลายศตวรรษต่อมา ญี่ปุ่นก็รับเอาเทคโนโลยีตะวันตกและนำมาพัฒนาประเทศจนกลายเป็นประเทศที่ก้าวหน้าและมีอิทธิพลมากที่สุดในเอเชียตะวันออก หลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นก็มีการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองโดยการใช้รัฐธรรมนูญใหม่ใน พ.ศ. 2490

ญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ โดยมีจีดีพีสูงเป็นอันดับสองของโลก ญี่ปุ่นเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ จี 8 โออีซีดี และเอเปค และมีความตื่นตัวที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของต่างประเทศ ญี่ปุ่นมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดี และยังเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี เครื่องจักร และหุ่นยนต์


ภูมิอากาศของประเทศญี่ปุ่น



เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศ ทางตอนกลาง ของเขตอบอุ่น จึงมีภูมิอากาศ แบบอบอุ่น ฤดูกาลจะแบ่ง แยกอย่างชัดเจน เป็น 4 ฤดู ฤดูใบไม้ผลิ และ ฤดูใบไม้ร่วง มีอากาศดีมาก แต่ในฤดูร้อน (เดือนมิถุนายน - เดือนสิงหาคม) มีลมร้อนพัดจาก มหาสมุทรแปซิฟิก เข้ามาทำ ให้อากาศร้อนขึ้น และ ในฤดูหนาว (เดือน ธันวาคม - เดือนกุมภาพันธ์) จะมีลมหนาวพัด มาจากแผ่นดินใหญ่ ทำให้อากาศค่อนข้างหนาวเนื่องจากลักษณะภูมิประเทศ ที่เป็นภูเขาทอดยาว ไปตามกึ่งกลางของ เกาะฮอนชู ทำให้ อากาศในแต่ละภูมิภาค แตกต่างกันไป ในเขตฮอกไกโด และแถบชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นของ เกาะฮอนชู จะมีหิมะตกหนัก ในฤดูหนาว ซึ่งบางครั้ง อาจทำให้ เป็นอุปสรรคต่อการ คมนาคม แต่คนหนุ่มสาวที่มี ชีวิตชีวาก็ได้ใช้จุดเด่นของ ภูมิอากาศเช่นนี้ ให้เป็นประโยชน์ เช่น การเล่นกระดานโต้คลื่นในฤดูร้อน และ เล่นสกีในฤหนาว

ฤดูต่างๆในประเทศญี่ปุ่น
1 ฤดูหนาว ระหว่างเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ สภาพอากาศโดยทั่วไปหนาวมาก โดยเฉพาะ ทางตอนเหนือมีหิมะตก


2. ฤดูใบไม้ผลิ ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เป็นฤดูที่มีอากาศอบอุ่น ดอกซากุระ ออกดอกบานสะพรั่งอยู่โดยทั่วไป


3. ฤดูร้อน ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม พันธุ์ไม้ต่าง ๆ มีสีเขียวสด มีอากาศร้อนเหมือน กับประเทศอื่น ๆ ในแถบเอเชีย


4. ฤดูใบไม้ร่วง ระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายน มีอากาศเย็นสบาย ใบไม้เริ่มกลาย เป็นสีเหลืองทอง เป็นฤดูของเทศกาลเก็บเกี่ยว และพิธีกรรมเก่าแก่ที่สืบทอดมา



ภูมิประเทศของญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นตั้งอยู่ระหว่างละติจูดที่ 20 และ 30 องศา เหนือ และลองติจูดที่ 123 และ154 องศา ตะวันออก เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ ทางตะวันออก สุดของโลก จึงเรียกว่า "ดินแดนอาทิตย์อุทัย"

ญี่ปุ่นมีพื้นที่ประมาณ 372,000 ตารางกิโลเมตร ความยาวจากเหนือจดใต้ คือ 2,500 กิโลเมตร ญี่ปุ่นเป็นเกาะที่มีลักษณะเป็นแนวยาว จากด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ของ มหาสมุทรแปซิฟิก และตั้งอยู่ทางด้าน ตะวันออกของแผ่นดิน ยูเรเชีย ประกอบด้วย เกาะใหญ่ 4 เกาะ ได้แก่ ฮอกไกโด ฮอนชู ชิโคกุ และกิวชิว นอกจากนี้ ยังมีเกาะเล็กเกาะน้อยอีกราว 4,000 เกาะ พื้นที่ส่วนใหญ่ เป็นภูเขาและ เนินเขา มีขนาดเล็กกว่า ประเทศไทย 0.7 เท่า แต่มีประชากร มากกว่าประมาณ 2 เท่า ประเทศ ญี่ปุ่น มีเมืองหลวงคือ โตเกียว (Tokyo) เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุด จาก ทั้งหมด


การปกครอง


ประเทศญี่ปุ่นปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีสมเด็จพระจักรพรรดิทรงเป็นประมุข แต่พระจักรพรรดิไม่มีพระราชอำนาจในการบริหารประเทศ โดยมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่นว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งรัฐและความสามัคคีของชนในรัฐ[45] อำนาจการปกครองส่วนใหญ่ตกอยู่กับนายกรัฐมนตรีและสมาชิกอื่น ๆ ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ส่วนอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของชาวญี่ปุ่น[45] พระจักรพรรดิทรงทำหน้าที่เป็นประมุขแห่งรัฐในพิธีการทางการทูต พระองค์ปัจจุบันคือจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ส่วนรัชทายาทคือมกุฎราชกุมารนะรุฮิโตะ



อาคารสภานิติบัญญัติแห่งญี่ปุ่นในกรุงโตเกียว
ศาลสูงสุดของญี่ปุ่นองค์กรนิติบัญญัติของญี่ปุ่น คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ญี่ปุ่น: 国会 Kokkai ?) หรือที่เรียก "ไดเอ็ต" เป็นระบบสองสภา ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร (ญี่ปุ่น: 衆議院 Shugi-in ?) เป็นสภาล่าง มีสมาชิกสี่ร้อยแปดสิบคนซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่งสี่ปี และมนตรีสภา (ญี่ปุ่น: 参議院 Sangi-in ?) เป็นสภาสูง มีสมาชิกสองร้อยสี่สิบสองคนซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่งหกปี โดยมีการเลือกตั้งสมาชิกมนตรีสภาจำนวนครึ่งหนึ่งสลับกันไปทุกสามปี สมาชิกของสภาทั้งสองมาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์เป็นต้นไป[46] พรรคเสรีประชาธิปไตยเป็นพรรครัฐบาลมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อตั้งพรรคใน พ.ศ. 2498[47] จนในปี พ.ศ. 2552 พรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่นชนะการเลือกตั้ง จึงทำให้พรรคเสรีประชาธิปไตยเสียตำแหน่งพรรครัฐบาลซึ่งครองมายาวนานกว่า 54 ปี[48]

สำหรับอำนาจบริหารนั้น พระจักรพรรดิทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกโดยสมาชิกด้วยกันเองให้เป็นหัวหน้ารัฐบาล นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งรัฐมนตรีและให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือนายยุกิโอะ ฮะโตะยะมะ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น[49]

ระบบกฎหมายของญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางประวัติศาสตร์จากกฎหมายของจีน และมีพัฒนาการเฉพาะตัวในยุคเอโดะผ่านทางเอกสารต่าง ๆ เช่น ประมวลกฎหมายคุจิกะตะโอะซะดะเมะงากิ (ญี่ปุ่น: 公事方御定書) ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษ 2400 เป็นต้นมา ได้มีการวางรากฐานระบบตุลาการในญี่ปุ่นขนานใหญ่โดยใช้ระบบซีวิลลอว์ของยุโรปโดยเฉพาะของฝรั่งเศสและเยอรมนีเป็นต้นแบบ เช่นใน พ.ศ. 2439 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งของตน เรียก "มินโป" (ญี่ปุ่น: 民法) โดยมีประมวลกฎหมายแพ่งของเยอรมันเป็นต้นแบบ และคงมีผลใช้บังคับอยู่นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนปัจจุบัน[50]

กฎหมายสูงสุดแห่งรัฐ คือ รัฐธรรมนูญ (ญี่ปุ่น: 憲法) และบรรดากฎหมายแม่บทของญี่ปุ่นมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้ตรา พระจักรพรรดิเป็นผู้ทรงประกาศใช้โดยต้องทรงประทับพระราชลัญจกรเป็นการประกาศใช้ ทั้งนี้ โดยนิตินัยแล้วพระจักรพรรดิไม่ทรงมีพระราชอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย ส่วนศาลของญี่ปุ่นนั้นแบ่งเป็นสามชั้นจากต่ำขึ้นไป ดังนี้ ศาลชั้นต้น ประกอบด้วย ศาลชั้นต้นทั่วไป ศาลแขวง และศาลครอบครัว, ศาลอุทธรณ์ และศาลสูงสุด ส่วนกฎหมายหลักของญี่ปุ่นเรียก "รปโป" (ญี่ปุ่น: 六法) มีสภาพเป็นประมวลกฎหมายที่สำคัญหกฉบับ

บัตรมัคคุเทศก์

มัคคุเทศก์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
ก. มัคคุเทศก์ทั่วไป มี 2 ชนิด คือ
1. มัคคุเทศก์ทั่วไป (ต่างประเทศ) บัตรสีบรอนซ์เงิน นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยว ชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศสามารถนำเที่ยวได้ ทั่วราชอาณาจักร

2. มัคคุเทศก์ทั่วไป (ไทย) บัตรสีบรอนซ์ทอง นำเที่ยวได้เฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถนำเที่ยวได้ทั่วราชอาณาจักร


ข. มัคคุเทศก์เฉพาะมี 8 ชนิด คือ
1. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ต่างประเทศ – เฉพาะพื้นที่) บัตรสีชมพู นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศเฉพาะจังหวัดที่ระบุไว้บนบัตร และจังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อ

2. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ไทย – เฉพาะพื้นที่) บัตรสีฟ้า นำเที่ยวเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทย เฉพาะจังหวัดที่ระบุไว้บนบัตรและจังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อ

3. มัคคุเทศก์เฉพาะ (เดินป่า) บัตรสีเขียว นำเที่ยวได้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศในเขตพื้นที่ป่า

4. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ศิลป – วัฒนธรรม) บัตรสีแดง นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลป – วัฒนธรรม วรรณคดีไทย ได้ทั่วราชอาณาจักร

5. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ทางทะเล) บัตรสีส้ม นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศ ในเขตพื้นที่ทางทะเล

6. มัคคุเทศก์เฉพาะ (ทะเลชายฝั่ง) บัตรสีเหลือง นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศ ในเขตพื้นที่ทางทะเล หรือ เกาะต่าง ๆ โดยมีระยะห่างจากชายฝั่งถึงสถานที่ท่องเที่ยวได้ไม่เกิน 40 ไมล์ทะเล

7.มัคคุเทศก์เฉพาะ (แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ) บัตรสีม่วง นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศเฉพาะภายในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่ระบุชื่อไวบนบัตร

8. มัคคุเทศก์เฉพาะ (วัฒนธรรมท้องถิ่น) บัตรสีน้ำตาล นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือ ชาวต่างประเทศทางด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น เกี่ยวกับศิลป – วัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ โบราณคดี เฉพาะภายในแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมท้องถิ่นที่ระบุชื่อไว้ในบัตรเท่านั้น

มัคคุเทศก์


ลักษณะทั่วไปของอาชีพ

- มัคคุเทศก์ มีความหมาย ผู้นำทาง หรือ ผู้ที่นำเที่ยว ซึ่งมีหน้าที่หลัก เช่น นำนักท่องเที่ยวไปชมสถานที่ต่างๆ ตามที่บริษัทท่องเที่ยวกำหนดหรือตามความต้องการของนักท่องเที่ยวโดยจะบรรยายให้ทราบถึงประวัติและความสำคัญของสถานที่หรือสิ่งที่น่าชม อธิบายให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับประเพณีนิยม ศิลปวัฒนธรรมต่างๆ นอกจากนี้จะต้องทำหน้าที่นัดหมายเวลา จัดหาเครื่องดื่มหรืออาหารสำหรับนักท่องเที่ยว รับนักท่องเที่ยวไปและส่งถึงที่พักตามกำหนดเวลา

คุณสมบัติ

- ควรจะต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติพิเศษหลายด้าน คือเป็นผู้มีไหวพริบปฏิภาณดีมีความรู้รอบตัวอย่างกว้างขวาง รู้จักสถานที่ต่างๆ ที่น่าสนใจและนำเที่ยวเป็นอย่างดีรู้ประวัติและความสำคัญของสถานที่ที่น่าชม เป็นผู้ที่สนใจใฝ่หาความรู้ด้านต่างๆ อยู่เสมอโดยเฉพาะภาษาต่างประเทศ มีความสามารถในการปรับตนเองให้เข้ากับบุคคลทุกระดับและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้ มีความกระตือรือร้น ตรงต่อเวลา มีใจรักงาน สามารถพูดโต้ตอบอธิบายๆได้อย่างคล่อง แคล่วชัดเจน มีบุคลิกลักษณะและความจำดี

โอกาสและความก้าวหน้า

- ผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีความชำนาญงานดี อาจจะเป็นผู้จัดการสาขาสำนักงานท่องเที่ยวในหรือนอกประเทศได้ นอกจากนี้ผู้ที่มีประสบการณ์และความสามารถในทางธุรกิจ ก็อาจจะดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวเป็นของตนเองได้

ความต้องการของตลาดแรงงาน

- ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นทั้งภาครัฐและเอกชนเพราะฉะนั้นผู้ที่ประกอบอาชีพนี้ถ้ามีความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะในเรื่องของภาษาอย่างน้อย 2 ภาษาขึ้นไป จะมีโอกาสในการทำงานมากกว่าคนอื่นๆ สรุปแล้วโอกาสในการทำงานของอาชีพมัคคุเทศก์กว้างขวางและเป็นที่ต้องการของสังคมมาก

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เรียนในคณะมนุษย์ศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่น


ประวัติ
ภาควิชาภาษาต่างประเทศ คณะมนุษยศาสตร์ ก่อตั้งเป็นภาควิชาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2537 ตามประกาศทบวงมหาวิทยาลัยเรื่องการแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2537 โดยแยกออกจากภาควิชาภาษา ซึ่งขณะนั้นประกอบด้วย สาขาวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาญี่ปุ่นและการแปล
เมื่อแยกสาขาวิชาภาษาไทยจัดตั้งเป็นภาควิชาภาษาไทยแล้ว ภาควิชาภาษาจึงเปลี่ยนชื่อเป็นภาควิชาภาษาต่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วย 5 สาขาวิชา คือ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ
ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาญี่ปุ่น และการแปลภาควิชาภาษาต่างประเทศ เริ่มรับนิสิตเข้าศึกษาในปีการศึกษา 2535-2536 โดยแยกเป็นสาขาวิชาดังนี้ สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ
(ภาษาอังกฤษ และภาษาญี่ปุ่น) สาขาภาษาฝรั่งเศส สาขาภาษาเยอรมัน และสาขาการแปล และในปีการศึกษา 2545 สาขาวิชาภาษาต่างประเทศได้แยกรับนิสิตวิชาเอกภาษาอังกฤษ
และภาษาญี่ปุ่น และในปีการศึกษา 2547 สาขาวิชาภาษาจีนได้รับนิสิตวิชาเอกภาษาจีนเป็นรุ่นแรก

ปรัชญา
ภาควิชาภาษาต่างประเทศ มีปรัชญาการศึกษาที่เสริมสร้างบุคคลให้มีความพร้อมทั้งทางด้านสติปัญญา ด้านวิชาการ สามารถพัฒนาตนทั้งทางด้านสังคม จิตใจ อารมณ์และอยู่ในสังคมได้
อย่างมีความสุข

ปณิธาน
ภาควิชาภาษาต่างประเทศ มุ่งให้นิสิตมีคุณธรรม จริยธรรม ขยัน อดทน ใฝ่หาความรู้และรอบรู้ทางวิชาการ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น มีความมั่นคงในอารมณ์ สามารถปรับตัว
ให้เข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อม

พันธกิจ
ภาควิชาภาษาต่างประเทศมีพันธกิจ 4 ด้าน

1. การผลิตบัณฑิต ภาควิชาภาษาต่างประเทศจัดหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีในสาขาภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน
ภาษาญี่ปุ่น การแปล ภาษาจีน และระดับบัณฑิตศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ
2. การวิจัย ภาควิชาภาษาต่างประเทศดำเนินการวิจัยและพัฒนางานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้และความเป็นเลิศทางวิชาการด้านภาษาต่างประเทศ
3. การบริการทางวิชาการแก่สังคม ภาควิชาภาษาต่างประเทศให้บริการทางวิชาการ โดยจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานจำนวน 9-12
หน่วยกิตให้แก่นิสิตทั้งมหาวิทยาลัยและสอนภาษาอังกฤษให้แก่นิสิตภาคพิเศษของคณะต่างๆในมหาวิทยาลัยทั้งในระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา
4. การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ภาควิชาภาษาต่างประเทศส่งเสริมสนับสนุนและดำเนินกิจกรรมเพื่อทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมในลักษณะต่างๆ

วัตถุประสงค์
ภาควิชาภาษาต่างประเทศมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

1. การผลิตบัณฑิต ผลิตบัณฑิตที่มีคุณธรรม จริยธรรม มึความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาต่างประเทศและมีความรู้ทางวิชาการที่ทันสมัย สามารถนำไปใช้ใน
การประกอบ อาชีพอย่างมีประสิทธิภาพเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน อีกทั้งมีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น เป็นบุคคลที่มีคุณภาพของสังคม
2. การวิจัย ส่งเสริมและสนับสนุนให้อาจารย์ในภาควิชาทำการวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพเพื่อ
ประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน
3. การบริการทางวิชาการ ให้บริการวิชาการแก่สังคมทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย
4. การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ส่งเสริมสนับสนุนและปลูกจิตสำนึกให้นิสิต และบุคลากรในภาควิชาเห็นคุณค่าของการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ
ตลอดจนมีความเข้าใจในวัฒนธรรมของประเทศอื่น

วิสัยทัศน์
ภาควิชาภาษาต่างประเทศ มีความเป็นเลิศทางวิชาการด้านภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาจีน เป็นสังคมแห่งคุณธรรมและภูมิปัญญา และการเรียนรู้แบบต่อเนื่องและยั่งยืน


หลักสูตร
ชื่อหลักสูตร
ภาษาไทย หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น
ภาษาอังกฤษ Bachelor of Arts Program in Japanese

ชื่อปริญญา
ชื่อเต็ม ชื่อเต็ม ศิลปศาสตรบัณฑิต (ภาษาญี่ปุ่น)
ชื่อย่อ ศศ.บ. (ภาษาญี่ปุ่น)
ชื่อเต็ม Bachelor of Arts (Japanese)
ชื่อย่อ B.A. (Japanese)


หน่วยงานที่รับผิดชอบ
ภาควิชาภาษาต่างประเทศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปรัชญาและ/หรือวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

1. เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความรู้และทักษะภาษาญี่ปุ่นเป็นอย่างดี นำไปใช้ประโยชน์ในการประกอบการงานและอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ
สามารถแข่งขันในตลาดแรงงานได้
2. 2. เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษา ภาษาศาสตร์ วรรณคดี และศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่น
3. เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความรอบรู้ทางวิชาการ มีคุณธรรม มีสติปัญญา มีความคิดริเริ่ม รู้จักใช้เหตุผลและวิจารณญาณ
สามารถปรับตัว ให้เข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อม

กำหนดการเปิดสอน
เริ่มใช้กับนิสิตรุ่นปีการศึกษา 2549 ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 เป็นต้นไป การลงทะเบียนเรียน
ตามข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาขั้นปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การคัดเลือกผู้เข้าศึกษา
ตามข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาขั้นปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การวัดผลและการสำเร็จการศึกษา
ตามข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาขั้นปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ระบบการศึกษา
ตามข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาขั้นปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจารย์ผู้สอน
ดูภาคผนวก
ระยะเวลาการศึกษา
ตามข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาขั้นปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
จำนวนนิสิต
จำนวนนิสิตปริญญาตรี ตามหลักสูตรปรับปรุงใหม่

สถานที่และอุปกรณ์การสอน
ใช้สถานที่และอุปกรณ์การสอนของภาควิชาภาษาต่างประเทศและภาควิชาอื่น ๆ ในคณะมนุษยศาสตร์รวมทั้งอาคารศูนย์เรียนรวมต่างๆของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ห้องสมุด
หนังสือ / ตำรา วารสารและเอกสารวิชาการต่าง ๆ ใช้บริการจากห้องอ่านหนังสือของสาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส ห้องสมุดคณะมนุษยศาสตร์ และสำนักหอสมุดของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

งบประมาณ
ใช้งบประมาณของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เราควรเรียนเอกภาษาที่มหาลัยแห่งไหนก็ได้



มหาวิทยาลัยกรุงเทพ




มหาวิทยาลัยรามคําแหง




มหาวิทยาลัยเชียงใหม่